Notes & software courses · Free to learn
Aph's Blog
On this page

ข้อ 64 · LC1143 Longest Common Subsequence (subsequence ร่วมยาวสุด) 🟡

👋 อ่านฟรีทั้งหมดบน Aph's Blog — เนื้อหาภาษาไทย ทำตามทีละหน้าใน sidebar ได้เลย หากมีข้อเสนอแนะหรืออยากให้เพิ่มหัวข้อไหน บอกได้เสมอ

หาความยาว LCS ของ two strings ด้วย 2D DP เทียบตัวอักษรทีละคู่

โจทย์ (LC1143): กำหนด string (สตริง) สองตัวคือ text1 และ text2 มา ให้หาความยาวของ longest common subsequence ของทั้งคู่ ถ้าไม่มี common subsequence เลยให้ return 0 (subsequence คือ string ใหม่ที่เกิดจากการลบตัวอักษรบางตัว หรือไม่ลบเลย ออกจาก string เดิม โดยไม่เปลี่ยนลำดับตัวอักษรที่เหลือ)

Example 1
Input:
text1 = "abcde", text2 = "ace"
Output:
3
Explanation:
longest common subsequence คือ "ace" ความยาว 3
Example 2
Input:
text1 = "abc", text2 = "abc"
Output:
3
Explanation:
longest common subsequence คือ "abc" ความยาว 3
Example 3
Input:
text1 = "abc", text2 = "def"
Output:
0
Explanation:
ไม่มี common subsequence เลย จึงตอบ 0
Constraints (ข้อจำกัด)
  • 1 <= text1.length, text2.length <= 1000
  • text1 และ text2 เป็นตัวอักษรอังกฤษพิมพ์เล็ก

แนวทาง — ต้องใช้อะไร & คิดยังไง

เป็น 2D DP แบบ two strings define dp[i][j] = ความยาว LCS ของ text1 ตัวแรก i ตัว กับ text2 ตัวแรก j ตัว เราเผื่อขอบ index 0 ไว้แทน empty string (สตริงว่าง) (LCS กับ empty string = 0) transition แบ่งสองกรณีตามว่าตัวอักษรท้ายสุดตรงกันหรือไม่

ถ้าคิดแบบ brute force คือ list ทุก subsequence ของทั้งสอง string มาเทียบ จะมีมากถึง 2^len แบบ ช้าเกินไป การมองเป็น table ที่ต่อยอดจาก subproblem จึงลดเหลือ O(m·n)

  1. สร้าง table dp ขนาด (m+1) x (n+1) เต็มด้วย 0 (ขอบเป็น base case = empty string)
  2. iterate i, j จาก 1 ขึ้นไป
  3. ถ้า text1[i-1] == text2[j-1] (ตัวอักษรตรงกัน): dp[i][j] = dp[i-1][j-1] + 1 (ต่อยอดทแยง)
  4. ถ้าไม่ตรง: dp[i][j] = max(dp[i-1][j], dp[i][j-1]) (ตัดตัวใดตัวหนึ่งทิ้ง เลือกที่ดีกว่า)
  5. return dp[m][n]
จุดพลาดที่พบบ่อย

อย่าสับสนระหว่าง subsequence (ลบได้แต่ห้ามสลับ ไม่ต้องติดกัน) กับ substring (ต้องติดกัน) โจทย์นี้เป็นแบบแรก และต้องใช้ index i-1, j-1 ตอนอ่านตัวอักษรจริง เพราะ dp เผื่อขอบ index 0 ไว้แล้ว ถ้าลืม -1 จะ index เกินหรือเทียบผิดตัว

ไล่ทีละสเต็ป

table dp ของ text1 = "ace", text2 = "abcde" (row = ตัวอักษรของ ace, column = abcde) เติมเต็มแล้ว มุมขวาล่างคือคำตอบ:

εabcde
ε000000
a011111
c011222
e011223
▶ เฉลยละเอียด (ลองเองก่อนนะ)
เฉลย (Python) — โค้ดนี้รันได้จริงpython
def longest_common_subsequence(text1, text2):
    m, n = len(text1), len(text2)
    # dp[i][j] = LCS ของ text1[:i] กับ text2[:j] ; ขอบ = 0 (สตริงว่าง)
    dp = [[0] * (n + 1) for _ in range(m + 1)]
    for i in range(1, m + 1):
        for j in range(1, n + 1):
            if text1[i - 1] == text2[j - 1]:   # ตัวอักษรตรงกัน
                dp[i][j] = dp[i - 1][j - 1] + 1
            else:                              # ไม่ตรง: ตัดตัวใดตัวหนึ่ง
                dp[i][j] = max(dp[i - 1][j], dp[i][j - 1])
    return dp[m][n]

print(longest_common_subsequence("abcde", "ace"))  # 3
print(longest_common_subsequence("abc", "def"))    # 0
Output
3
0

หัวใจของ LCS คือการเทียบตัวอักษรทีละคู่ ที่ช่อง dp[i][j] เราพิจารณาตัวอักษร text1[i-1] กับ text2[j-1] (ต้องลบ 1 เพราะ dp เผื่อขอบ index 0 ไว้แทน empty string) ถ้าสองตัวนี้ตรงกัน เราได้ตัวร่วมเพิ่มหนึ่งตัว จึงต่อยอดจาก dp[i-1][j-1] (คำตอบก่อนรวมสองตัวนี้) แล้ว +1 ถ้าไม่ตรง แปลว่าอย่างน้อยหนึ่งในสองตัวนี้ไม่ได้อยู่ใน LCS จึงลองตัดทิ้งทีละตัวแล้วเลือกผลที่ดีกว่าระหว่าง dp[i-1][j] กับ dp[i][j-1]

การเผื่อ row/column ที่ 0 เป็น 0 คือ base case ที่ถูกต้อง เพราะ LCS กับ empty string ย่อมมีความยาว 0 ถ้าไม่เผื่อขอบ เราต้องเขียนเงื่อนไขพิเศษดักตอน i=0 หรือ j=0 ทำให้โค้ดยุ่งขึ้นโดยไม่จำเป็น

Time O(m·n) เติมทุกช่อง · Space O(m·n) จาก table (ลดเหลือ O(n) ได้ด้วยการเก็บสอง row)

💡 สรุป pattern

โจทย์เทียบ two strings / two sequences ให้ตั้ง dp[i][j] เทียบ prefix ยาว i กับ prefix ยาว j แล้วแยกกรณี ตัวท้ายตรงกัน (ใช้ทแยง) กับ ไม่ตรง (เลือกจากบน/ซ้าย) — โครงนี้เป็นแม่แบบของ Edit Distance และ LCS variants ทั้งหลาย